เวลา 14.00 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องกรุงธนบอล์ลรูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัด Public Forum เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี ในหัวข้อ Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ โดยมีตัวแทนวิชาชีพผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงผลกระทบและแนวทางการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน
นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI มีพัฒนาการที่รวดเร็วและเข้ามามีบทบาทกับทุกสายอาชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น สภาการสื่อมวลชนจึงเลือกประเด็น Agentic AI ซึ่งเป็น AI ที่สามารถคิดและทำงานจนสำเร็จได้เอง มาเป็นหัวข้อหลักในการเสวนา เนื่องจากคาดว่าจะมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อวิชาชีพสื่อมวลชนในอนาคต
นายโชค วิศวโยธิน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม กล่าวว่า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจาก Generative AI ในปี 2022 กำลังมุ่งหน้าสู่ AGI ที่สามารถเรียนรู้และทำสิ่งต่างๆ ได้เอง พร้อมชี้ให้เห็นวิกฤตที่ยอดผู้ชมสื่อดิจิทัลลดลงหลังการมาของ ChatGPT ที่ทำให้คนหันไปหาคำตอบจาก AI ที่เร็วกว่า อย่างไรก็ตาม AI ยังให้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้ ซึ่งท้ายที่สุดก็ต้องกลับมาพึ่งพาข้อมูลจากสื่อมวลชน ซึ่งอาจเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ คือการที่สื่อสามารถ เรียกเก็บเงินจาก AI เมื่อมีการดึงข้อมูลไปใช้ได้
ทางด้าน ผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้นิยามเปรียบเทียบของ Agentic AI เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ดังนี้
พร้อมกล่าวว่า แม้ในประเทศไทยอาจจะยังไม่มี Agentic AI เต็มรูปแบบ แต่พัฒนาการกำลังก้าวไปในทิศทางนั้น ซึ่งองค์กรสื่อจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการนำ AI มาแก้ปัญหาใด และต้องอบรมบุคลากรให้เป็นนายของ AI
นายก้าวโรจน์ สุตาภักดี Senior Leader TNN Digital Channel กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการทำงานของห้องข่าวว่า TNN มีการนำ AI เข้ามาจัดระบบ Work Flow รวบรวมข่าวสารจากทั่วประเทศ แบ่งหมวดหมู่ และร่างข่าวรอไว้ เพื่อนำไปต่อยอดทำอินโฟกราฟิกหรือวิดีโอสคริปต์ ช่วยลดระยะเวลาการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่ นายสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ พีพีทีวี กล่าวว่าตนมอง AI เป็นเครื่องมือพื้นฐานของพนักงาน โดยเริ่มจากการสำรวจความพร้อมและโฟกัสกลุ่มที่ใช้งานประจำ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดี AI ช่วยจัดการงานด้านปริมาณ ทำให้สื่อมวลชนมีเวลาไปเจาะลึกหาแหล่งข่าวและสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบ Exclusive เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ
ส่วนทางด้าน นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22 กล่าวว่า แม้ทางเนชั่นทีวีจะใช้ AI ช่วยรวบรวมข่าวและตรวจคำผิด แต่ในฐานะบรรณาธิการบริหาร เขามองว่า AI เป็นภัยคุกคาม เนื่องจากผู้บริหารมักชื่นชมเทคโนโลยีนี้จนอาจนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน นอกจากนี้ยังเคยเกิดกรณีที่ผู้ประกาศข่าวนำข้อมูลจาก AI ไปนำเสนอโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง และกล่าวว่าตนเคยถูกจนถูกฟ้องร้อง เพราะถูก AI หักหลังในการเขียนข่าวมาแล้ว จึงขอยืนยันว่า การตัดสินใจยังคงต้องเป็นหน้าที่ของมนุษย์
ด้าน นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) แสดงความกังวลเรื่องการถูก AI ล้วงข้อมูล และต้นทุนแฝงจากอัลกอริธึมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยชี้ว่า นิยามของคำว่า “คุณภาพ” ในยุคนี้คือ “คุณค่า” ไม่ใช่เพียงแค่ยอดวิวเหมือนในอดีต ส่วนประเด็นเรื่องอัลกอริธึม พบว่ายังสร้างปัญหาให้คนทำสื่อ เช่นที่เนชั่นทีวีพบว่า แพลตฟอร์มลดการเข้าถึงคอนเทนต์ที่ใช้ AI ช่วยตัดต่อเพราะมองว่าเป็นเนื้อหาทำซ้ำ ซึ่งวงเสวนามองตรงกันว่า สื่อต้องใช้ AI เป็นเครื่องมือขยายศักยภาพทั้งด้านปริมาณและคุณภาพมากกว่า
โดยท้ายที่สุดผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ทำให้วิชาชีพสื่อมวลชนแตกต่างจากสื่อที่สร้างโดย AI หรือ Content Creator สีเทา คือ ความน่าเชื่อถือ และจรรยาบรรณ ซึ่งนายสุภโชคเน้นย้ำว่า PPTV มีนโยบายชัดเจนว่าทุกขั้นตอนการใช้ AI ต้องมีมนุษย์กำกับดูแล เพราะ AI ไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ ในขณะที่นางสาวสุวิตากล่าวว่า ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแล เพื่อให้ทั้งสื่อดั้งเดิมและคอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถ สร้างระบบนิเวศใหม่ เพื่อทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคมต่อไปได้ในยุคที่เทคโนโลยีไร้ขีดจำกัด