เวลา 8.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 อาคารทรู ดิจิตอล พาร์ค กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดงานเสวนา Equity Forum 2026 ในหัวข้อ “จากงบประมาณรายปีสู่การลงทุนในทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน นวัตกรรมเชิงนโยบายและกลไกนิติบัญญัติใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตประเทศ” เพื่อเป็นเวทีในการผลักดันคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของเยาวชนไทย โดยมีตัวแทนทั้งจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองที่เป็นประโยชน์ด้วย
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยอมรับว่า ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายในอดีตเกิดจากนโยบายมักผูกติดอยู่กับตัวบุคคล เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีนโยบายเดิมจึงมักถูกพับเก็บไป โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยไม่เคยขาดนโยบายที่ดี แต่นโยบายที่ดีมักขาดเสถียรภาพ” กระทรวงศึกษาธิการในยุคปัจจุบันจึงมุ่งหวังที่จะ “แยกความต่อเนื่องเชงนโยบายออกจากความต่อเนื่องเชิงบุคคล”
ซึ่งในการนี้กระทรวงฯ ได้วางแผนขับเคลื่อนนโยบายหลัก 5 ด้าน ประกอบด้วย การลดภาระงานครูเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน, การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็น (Equity Based) การยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา และการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือน “ธรรมนูญด้านการศึกษา” โดยตั้งเป้าที่จะเสนอ พ.ร.บ. ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาภายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้เป็นหลักประกันว่านโยบายจะดำเนินต่อไปได้ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปกี่รัฐบาลก็ตาม พร้อมเตรียมรื้อระบบงบประมาณรายหัวแบบเดิมและเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจากการ “ล่ารางวัล” มาเป็นการวัดผลที่สัมฤทธิผลของเด็กอย่างแท้จริง
ด้านนายไตรภพ คำเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย และเลขานุการคณะกรรมาธิการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กลุ่มเด็กยากจนพิเศษ ได้หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมากและกลายเป็นปัญหาสังคม พร้อมทั้งวิจารณ์ระบบงบประมาณปัจจุบันที่เน้นการโอนเงินผ่านหน่วยงานมากกว่าการจ่ายตรงให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งควรปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองความต้องการรายบุคคลให้มากขึ้น พร้อมชื่นชมการทำงาน ของ กสศ. ที่ทำให้สามารถดูแลเยาวชนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ขึ้นกับแรงกดดันทางการเมือง
ขณะที่ ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ วุฒิสภา ได้เสนอแนะแนวทางที่สอดคล้องกัน โดยชี้ให้เห็นบทเรียนจากประเทศฟินแลนด์ที่ใช้ความเสมอภาคเป็นตัวนำในการจัดสรรงบประมาณ โดยรัฐบาลจะต้องเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณ จากระบบ “คิดตามรายหัวนักเรียน” มาเป็นการจัดสรร “ตามความจำเป็นและขาดแคลนของแต่ละโรงเรียน” พร้อมเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติผลักดันงบบูรณาการข้ามกระทรวงเพื่อปิดรอยต่อด้านความเหลื่อมล้ำ
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สะท้อนวิกฤตการณ์งบประมาณการศึกษาไทย โดยชี้ว่า แม้งบประมาณด้านการศึกษาจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ประสิทธิภาพและขีดความสามารถของมนุษย์รวมถึงคะแนนประเมินระดับนานาชาติอย่าง PISA กลับตกต่ำลงอย่างรุนแรง เนื่องจากการบริหารจัดการงบประมาณที่ไม่ถูกจุด ทำให้ในงบประมาณต่อหัวของเด็ก 100 บาท พบว่ากว่า 70 บาท ต้องหมดไปกับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และอีก 20 บาทเป็นค่าใช้จ่ายประจำ ทำให้ท้ายที่สุด จะเหลือเงินเพียง 4 บาท เท่านั้นที่ตกถึงมือเด็กผู้ยากไร้จริงๆ พร้อมกล่าวว่า การศึกษาคุณภาพสูงเพื่อคนทุกระดับเป็นสิทธิขันพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้ตั้งแต่ในครรภ์มารดา
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้สรุปปัจจัยที่ขัดขวางการปฏิรูปการศึกษาไทยออกเป็น 3 ข้อ ได้แก่
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาทุกคนต่างมีความเห็นพ้องกันว่า ทุกภาคส่วนรวมถึงสำนักงบประมาณ จะต้องปรับเปลี่ยนความคิดต่อการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา โดยเลิกมองว่าเป็นเพียง “รายจ่ายประจำปี” แต่ให้มองเป็นการ “ลงทุนในทุนมนุษย์ที่ยังยืน” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตประชากรเด็กเกิดใหม่ที่ลดจำนวนลง ทังนี้ นายพริษฐ์ได้เสนอแนะเพิมเติมให้ กสศ. ร่วมมือกับผู้ปกครองและนำเทคโนโลยีเข้ามาปิดชองว่างทางการศึกษา ขณะที่ ดร.ธีราภา ยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ให้สำเร็จภายใน 2 ปี