ภาวะหินลองทอง
ถึงเวลา TPBS
พิสูจน์ตัวเอง
สัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยได้รับหนังสือจากคณะกรรมการขับเคลื่อนการรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างพรบ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ร่างพรบ.TPBS ที่จะขอแก้ไขในส่วนที่มาของทุนทรัพย์สินและรายได้ขององค์การ
โดยจะยกเลิกเงินบำรุงองค์การที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบ (ภาษีบาป ในอัตรา 1.5% ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี) ให้เปลี่ยนไปใช้งบประมาณแผ่นดิน ที่จะให้ไทยพีบีเอสรับงบสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลแทนแนวทางดังกล่าวกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักของสังคมทั้งที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วยและความเห็นที่เป็นกลาง
รวมทั้งยังขยายวงกว้างเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดจ้างของ TPBS เพื่อยืนยันและสนับสนุนความคิดของฝ่ายที่เห็นด้วยให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในขององค์กรนี้บทบาทของสมาคมครั้งนี้หลายฝ่ายที่ไม่เข้าใจก็จะตั้งคำถามว่าทำไมสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยถึงเป็นองค์กรที่ได้รับหนังสือขอให้แสดงความคิดเห็นตามกระบวนการยกร่างกฏหมาย
ทำไม องค์กรสื่อบางองค์กรไม่ได้รับ ผมอยากทำความเข้าใจตรงนี้ ว่า ประการที่หนึ่ง สมาคมได้รับหนังสือขอความเห็น ในฐานะที่เป็นสมาคมที่มีส่วนได้เสียตามกฏหมายของพรบ.ฉบับนี้ ทั้งในสถานะองค์กรที่ร่วมก่อตั้ง TPBS มาตั้งแต่ต้น และอีกหนึ่ง ก็เพราะสมาคมยังมีสถานะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบาย TPBS และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชนของ TPBS
เหตุผลทั้ง 2 ประการนี้ ทำให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการรับฟังความคิดเห็น จำต้องส่งหนังสือมาขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาคม ผมใช้คำว่า “จำต้อง” นะครับ ไม่ใช่คณะกรรมการ “เห็นควร” ว่าต้อง เพราะเห็นควร คือ เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่เห็นว่า “ควร” หรือไม่ “ควร” แต่ “จำต้อง” คณะกรรมการจะต้องดำเนินการส่งหนังสือขอรับฟังความคิดเห็นมายังสมาคมเท่านั้นไม่ส่งมาไม่ได้
ซึ่งล่าสุดสมาคมได้ทำหนังสือตอบกลับไปยังคณะกรรมการขับเคลื่อนการรับฟังความคิดเห็นพร้อมแสดงความเห็นที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสมาคมแล้วดังรายละเอียดที่ปรากฏ
ผมยืนยันนะครับว่า สมาคมยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ได้ร่วมแสดงจุดยืนกับองค์กรวิชาชีพสื่อ และได้เสนอเพิ่มเติมให้ข้อเสนอการแก้ไขร่างพรบ.ฉบับนี้คำนึงถึงความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะและปราศจากแทรกแซงแม้ที่มาของรายได้จะเปลี่ยนไป
ประการสำคัญ สมาคมยังยึดมั่นแนวทางว่า TPBS มีความจำเป็นจะต้องทบทวนบทบาท และมีการปฏิรูปครั้งสำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งทีวีสาธารณะที่แท้จริง
เพราะศรัทธาจากประชาชนเท่านั้น จึงเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กที่ปกป้อง TPBS ให้ยังคงธำรงอยู่ได้ในฐานะสื่อที่เป็นสาธารณะอย่างแท้จริง
TPBS ต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมองค์กรหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรสื่อที่เป็นองค์กรร่วมก่อตั้ง TPBS มาตั้งแต่หลังปี 2549 หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงเห็นตรงกันว่า TPBS ควรต้องทบทวนบทบาท และปฏิรูปตัวเอง
TPBS ได้สิทธิพิเศษในการก่อตั้งองค์กร ด้วยการยกร่างพรบ.TPBS ภายใต้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ไม่ใช่สภาวะปกติทางการเมืองและการปกครองTPBS จำต้องสำนึกเสมอว่า ภายใต้สิทธิพิเศษนั้น TPBS ยิ่งต้องแสดงบทบาทของความเป็นสื่ออิสระ ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้มิใช่เป็นเครื่องมือหรือสมบัติของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นภาวะการณ์ หินลองทอง ที่ TPBS จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นทองแท้หรือเป็นทองเทียม ช่วงเวลาที่เรากำลังถกเถียงกันครั้งใหญ่เรื่อง TPBS ผมได้ดูภาพยนตร์อินเดียเรื่อง “Reporting Live” เป็นเรื่องราวการต่อสู้เพื่อความจริงของนักข่าวทีวี 2 คนในสถานีโทรทัศน์ขนาดเล็กคนนึงเป็นผู้สื่อข่าวอีกคนเป็นช่างภาพ
หนังเรื่องนี้ แม้นักวิจารณ์จะบอกว่า จินตนาการความเป็นนักข่าวเกินจริงไปบ้าง และการเดินเรื่องเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เหมือนหนังแนวข่าวสืบสวน สอบสวนเรื่องอื่นๆแต่สิ่งที่ผมเห็นคือ ความมุ่งมั่น ความไม่ยอมแพ้ ทั้งอิทธิพลมืด อิทธิพลทางเศรษฐกิจ อิทธิพลทางการเมือง
ผมมองเห็นจุดยืนของนักข่าวผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่จะต้องคลี่คลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสะพานพัง จนทำให้รถนักเรียนจมลงในแม่น้ำ และเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ของเมืองเล็กๆเมืองนั้นจากสะพานพัง นำมาสู่การเปิดโปงสัมปทานเถื่อนเหมืองทราย ทรายเถื่อนที่นำไปใช้ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของเมือง การลักลอบดูดทราย และขนทรายจนแม่น้ำเปลี่ยนทิศทาง และสุดท้ายนำมาสู่สาเหตุที่ทำให้สะพานร้าวและพังลง อันเนื่องมาจากการดูดทรายที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างตอม่อสะพาน
ผมได้เห็นจุดยืนของบรรณาธิการบริหารของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ที่ตัดสินใจเอาตำแหน่งของตัวเองแลกกับการนำเสนอข่าวชิ้นนี้แม้จะถูกห้ามอย่างเด็ดขาดจากฝ่ายบริหารความมุ่งมั่นในการเปิดโปงเรื่องนี้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเมืองการทุจริตที่ถูกเปิดเผยการจับกุมบุคคลที่มีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
แม้จุดจบของเรื่องนี้ อาจทำให้ผมเสียน้ำตาเป็นครั้งที่สองในการดูหนัง (ครั้งแรกเรื่อง Up Close & Personal) เมื่อนักข่าวและช่าวภาพคู่ใจต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของผู้มีอิทธิพลที่เสียผลประโยชน์เสียชีวิตลงบนพื้นถนนที่ไม่มีแม้ธงชาติคลุมร่างหากเปรียบเสมือนนักรบ
แต่ทั้งคู่ได้ทำหน้าที่สื่อที่ดี สมดั่งปณิธานที่ตั้งเอาไว้กลับมาที่ประเทศไทย เรามีเรื่องทุจริตขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องราวที่ยังไม่มีคำตอบ ในตึกสตง. ถนนพระราม 2 อาคารรัฐสภา โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ
การทุจริตตลอดระยะเวลาที่การเมืองไม่อยู่ในภาวะปกติการเกิดขึ้นของจีนเทาสแกมเมอร์อาชญากรต่างชาติที่อาศัยช่องว่างเข้ามาในประเทศแค่สัก 2-3 เรื่อง ถ้าสื่อที่มีอิสระในการทำงาน ทั้งทุน ทั้งกฏหมายรองรับ ทำให้สุด ทำให้จบ ไม่จำเป็นต้องทำหลายเรื่อง ศรัทธาจากประชาชนก็จะหลั่งไหลมาปกป้อง และคุ้มครอง
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ TPBS ต้องทบทวนและหวนกลับมาทำหน้าที่สื่อสาธารณะที่มีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม ผมแนะนำให้ลองดูหนังเรื่องนี้เผื่อจะมีไอเดียดีๆสำหรับงานดีๆของสถานีที่คนทั้งประเทศคาดหวังเพราะถ้าทำได้ที่มาของรายได้จะมาจากที่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
พีระวัฒน์โชติธรรมโม
นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย