สงครามการค้าโลกป่วน! รศ.ดร.สมภพ ชี้จีน-สหรัฐฯ เดินคนละทิศ ธุรกิจไทยต้องปรับตัวให้ทัน

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคปั่นป่วนจากเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า จีนเดินเกมระยะยาวผ่านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจวงจรคู่ ขณะที่สหรัฐฯ ดึงฐานผลิตกลับประเทศ ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัว รับมือห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนทิศ

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดการบรรยายในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค ธุรกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ

การบรรยายจัดขึ้นในหัวข้อ “การค้าและอุปสรรคของสงคราม” เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ

หลักสูตรนี้ร่วมจัดโดยศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

โลกใหม่กำลังมาพร้อม “วิกฤตดิสรัปชัน”

รศ.ดร.สมภพ ระบุว่า โลกกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่หลายคนคิด และความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดถึง แต่เป็นวิกฤตที่ทุกคนมองเห็นอยู่ตรงหน้า ซึ่งโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พร้อมกันใน 6 มิติ ได้แก่

  • เทคโนโลยีดิจิทัล
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การแพทย์
  • โลกเสมือนจริง
  • ระบบการเงิน
  • การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ธุรกิจทั่วโลกต้องรับมือกับความเสี่ยงทั้งแบบ Black Swan หรือเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย และ Gray Rhino ซึ่งเป็นภัยที่ทุกคนเห็นอยู่แล้วแต่เลือกจะมองข้าม

พูดง่าย ๆ คือ บางวิกฤตไม่ได้มาแบบเซอร์ไพรส์ แต่มาแบบเดินถือป้ายไฟเข้าหาเราเลย เพียงแต่เราไม่ยอมขยับตัว

จีนวางยุทธศาสตร์ระยะยาว รับมือโลกผันผวน

ด้านนโยบายของจีน รศ.ดร.สมภพ มองว่า รัฐบาลจีนวางยุทธศาสตร์รองรับโลกที่ไม่แน่นอนไว้อย่างเป็นระบบ หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือ Dual Circulation หรือเศรษฐกิจวงจรคู่ ที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับแนวคิด ความมั่งคั่งร่วมกัน การพัฒนาระดับโลก ความมั่นคงระดับโลก และการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น เขต Jing-Jin-Ji หรือปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย, Greater Bay Area (GBA) หรือเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า และเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ด้านการเงิน จีนยังเดินหน้าพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน (CIPS) พร้อมผลักดันเงินหยวนดิจิทัล เพื่อลดการพึ่งพาระบบการเงินตะวันตก

จีนเน้นพหุภาคี สหรัฐฯ เน้น America First

รศ.ดร.สมภพ ชี้ว่า การแข่งขันของสองมหาอำนาจไม่ได้เป็นเพียงสงครามภาษี แต่กำลังนำไปสู่การ “แยกตัว” ของระบบเศรษฐกิจโลก

ในเวทีต่างประเทศ จีนยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative หรือ BRI พร้อมขยายความร่วมมือในกลุ่ม BRICS และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานการผลิต สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ เทคโนโลยี การเงิน นวัตกรรม AI หุ่นยนต์ สุขภาพ กีฬา อาหาร และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ขณะที่สหรัฐฯ กำลังดึงฐานการผลิตกลับประเทศ พร้อมเร่งลงทุนในพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ แร่หายาก เซมิคอนดักเตอร์ ชิป ยานยนต์ และแบตเตอรี่ เพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ

สงครามการค้าเข้าสู่ยุค “ตัดห่วงโซ่อุปทาน”

รศ.ดร.สมภพ ยกตัวอย่างมาตรการของสหรัฐฯ ที่จำกัดการพึ่งพาแบตเตอรี่จากบริษัทจีน เช่น CATL, BYD, Envision Energy, EVE Energy, Hithium และ Gotion High-tech

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังขยายบัญชีบริษัทจีนที่ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า AI เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ หุ่นยนต์ ไปจนถึงพลังงานหมุนเวียน

ฝั่งจีนเองก็มีมาตรการตอบโต้ ทั้งข้อจำกัดด้านการส่งออก การควบคุมสินค้าที่ใช้งานได้สองทาง และการห้ามจัดซื้อสินค้าจากบริษัทอเมริกันบางแห่ง

ผลลัพธ์คือ ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังสั้นลง ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ต้องหันมากระจายความเสี่ยงมากขึ้น

ธุรกิจยุคใหม่ต้อง “ยืดหยุ่น”

ท่ามกลางความไม่แน่นอน รศ.ดร.สมภพ แนะนำว่า ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” ทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์

ฝั่งอุปทาน ต้องบริหารต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร พื้นที่ แรงงาน และทักษะบุคลากรให้คล่องตัว

ฝั่งอุปสงค์ ต้องเข้าใจตลาด ผู้บริโภค และพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนเร็วขึ้น

ธุรกิจจึงต้องตอบคำถามให้ชัดว่า จะผลิตอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร และโดยใคร เพราะในโลกใหม่ ความเร็วสำคัญพอ ๆ กับต้นทุน

จีนสร้าง “อาวุธมนุษย์” 3 ด้าน

ช่วงท้ายการบรรยาย รศ.ดร.สมภพ กล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของจีน โดยระบุว่า จีนให้ความสำคัญกับการติดอาวุธให้คน 3 ด้าน ได้แก่

  1. ทักษะฝีมือ
  2. ทักษะทางปัญญาและการคิดวิเคราะห์
  3. จริยธรรมและคุณธรรม

เพราะในโลกที่ปั่นป่วน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่คือประเทศที่ปรับตัวเร็ว คิดเป็น และมีคนคุณภาพพอจะรับมือกับเกมเศรษฐกิจใหม่

สรุป: สงครามการค้าไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สาระสำคัญจากการบรรยายครั้งนี้คือ สงครามการค้าไม่ใช่แค่เรื่องภาษีนำเข้า หรือการตอบโต้ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่

สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญคือการอ่านเกมมหาอำนาจให้ขาด กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ พัฒนาคน และสร้างความยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจ

แท็ก คำค้นหา