14 ต.ค.69 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน กรณีที่มีกระแสข่าวและการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินรายได้องค์กร รวมถึงประเด็นการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยระบุรายละเอียดใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ยืนยันความจำเป็นเรื่อง “หลักประกันความเป็นอิสระทางการเงิน” (Financial Independence Guarantee)
ส.ส.ท. ยืนยันถึงความจำเป็นในการมีแหล่งรายได้ที่ไม่ผูกโยงกับงบประมาณแผ่นดินประจำปี ซึ่งเป็นหลักการสากลของสื่อสาธารณะทั่วโลก เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน ทำให้สามารถเสนอข่าวสารได้อย่างเที่ยงตรง ปราศจากอคติ และเป็นอิสระตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ส.ส.ท. พ.ศ. 2551
ปัจจุบัน รายได้หลักของ ส.ส.ท. มาจาก “เงินบำรุงองค์การ” ตามมาตรา 11 จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 วงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปีงบประมาณ โดยกฎหมายกำหนดชัดเจนว่าไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หากมีการปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรากฐานความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
2. แจงจัดซื้อจัดจ้าง “วิธีเฉพาะเจาะจง” ทำตามกฎหมายเคร่งครัด พร้อมตรวจสอบได้
กรณีข้อกังวลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ส.ส.ท. ชี้แจงว่าได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยวิธีเฉพาะเจาะจงใช้เฉพาะกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น พัสดุที่มีผู้ประกอบการเฉพาะรายเดียว มีความจำเป็นเร่งด่วน ดำเนินการต่อเนื่อง หรือวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ตามที่กฎกระทรวงกำหนด
ส่วนการกำหนดราคากลางได้สืบราคาจากท้องตลาดอย่างเป็นธรรม มีการประกาศข้อมูลราคากลางและผลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบของกรมบัญชีกลางอย่างเปิดเผย ตลอดจนมีการตรวจสอบคุณสมบัติคู่สัญญา คณะกรรมการตรวจรับงาน และปฏิบัติตามหลักการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ หากตรวจพบการทุจริตหรือความผิดพลาด พร้อมดำเนินการตามกฎหมายและวินัยทันที
3. เร่งเดินหน้าปฏิรูปองค์กร ยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance)
นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เรียกร้องให้ สตง. มีความเป็นมืออาชีพในการตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน ที่ผ่านมา สตง. เข้ามาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยมีปัญหา ต้องการให้ตรวจสอบเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่ตรวจเพื่อจับผิด
โดยการตรวจสอบชุดที่ผ่านมา หากมีประเด็นใดที่ไทยพีบีเอสต้องชี้แจง ก็เปิดโอกาสให้ชี้แจงได้ แต่ผลการตรวจสอบล่าสุดกลับไม่เปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสชี้แจง และถูกนำไปเผยแพร่ ก่อนที่หน่วยรับตรวจจะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ
ไทยพีบีเอสจึงทำหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อสอบถามว่า เหตุใดผลการตรวจสอบจึงถูกเผยแพร่ออกมาก่อน จนทำให้เกิดความเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการตรวจสอบของ สตง. มีความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการชุดที่ 1 ซึ่งเป็นการประเมินความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ โดยมีการสอบถามและเปิดโอกาสให้ชี้แจง ก่อนปิดการตรวจสอบ ถือเป็นกระบวนการที่มีความเป็นมืออาชีพ
ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 และชุดที่ 3 มีการขอเอกสารเกี่ยวกับการจ้างพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และค่าตอบแทนแขกรับเชิญ แต่หลังการตรวจสอบแล้ว กลับไม่มีการประชุมปิดตรวจ (Exit Conference) ก่อนพบว่า ไทยพีบีเอสต้องชดใช้เงิน 85 ล้านบาท จึงตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง
ส่วนกรณีคณะกรรมการชุดที่ 3 ตรวจสอบการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหารนั้น ทีมตรวจสอบของ สตง. ยังตรวจสอบไม่เสร็จสิ้น แต่กลับตั้งโต๊ะแถลงข่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มีความผิดปกติหรือไม่ สตง. ควรรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงแนวปฏิบัติและจารีตของแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากสื่อสาธารณะไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค แต่มีลักษณะการดำเนินงานที่แตกต่างกัน จึงควรรับฟังข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนสรุปความเห็นและส่งหนังสืออย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบควรเก็บเป็นความลับ ไม่ควรเปิดเผยจนสร้างความเสียหาย
นายพิเศษ กล่าวว่า สตง. ได้รับฟังข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณ และอยากให้ดำเนินการตามแนวทางขององค์กรตรวจสอบระดับสากล เพื่อให้หน่วยรับตรวจทุกแห่งเกิดความสบายใจ และป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อองค์กรใดองค์กรหนึ่ง
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ระบุว่า ทีมผู้บริหารชุดปัจจุบันซึ่งเข้ามาทำงานได้ 1 ปี ยอมรับว่า ส.ส.ท. มีข้อจำกัดและปัญหาบางประการในการบริหารจัดการที่ผ่านมา จึงได้พยายามแก้ไขมาโดยตลอด และอยู่ระหว่างเตรียมการปฏิรูปองค์กรเพื่อยกระดับความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้ ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อพัฒนาให้เป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมต่อไป ทีมบริหารชุดปัจจุบันได้ศึกษาระบบที่จะนำมาใช้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานแล้ว โดยระบบ ERP ซึ่งเป็นระบบหลักที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกสำนักเข้าด้วยกัน อยู่ระหว่างการสรรหาผู้รับจ้างพัฒนาระบบ โดยให้บริษัท KPMG ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2570 และใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี
“งานผลิตสื่อประเภทรายการทีวี คอนเทนต์ หรือวิชาชีพสื่อ เป็นงานสร้างสรรค์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว (Creative Concept/Format) ซึ่ง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ มีข้อยกเว้นรองรับให้จัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ในกรณีที่เป็นงานสร้างสรรค์หรือศิลปะ การเลือกผู้ผลิตจึงพิจารณาจากศักยภาพและรูปแบบรายการ ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์”
#ไทยพีบีเอส