สตง. แถลงผลสอบการใช้จ่ายของ “ไทยพีบีเอส” ชี้ขาดประสิทธิภาพในการแข่งขัน ใช้งบไม่คุ้มค่า

สตง. แถลงผลสอบการใช้จ่ายของ “ไทยพีบีเอส” ชี้ขาดประสิทธิภาพในการแข่งขัน-ใช้งบ 2 พันล้านไม่คุ้มค่า เตรียมฟ้อง ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่

 

เมื่อเวลา 11.00 น. 14 ต.ค.69 นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่า สตง. แถลง ผลการตรวจสอบการใช้งบประมาณ ของไทยพีบีเอส หลังได้รับการร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร โดยมีการร้องเรียนในเรื่องการใช้จ่ายเงินว่าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับมติ ครม. หรือมติทางราชการ มีเจตนาทำให้องค์กรเสียหายในหลายประเด็น โดยประเด็นหลักจะเป็นเรื่องการจัดหาทำข่าว รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ทรัพย์สินขององค์กรไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย และการทำงานที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ โดย สตง.มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ เลยได้ทำการตรวจสอบ

 

โดยมีการแบ่งทีมในการตรวจสอบ โดยแยกเป็นชุดที่ตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคล ซึ่งถ้ามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดจะส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. และผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร โดยมีการออกรายงานแล้ว 2 ฉบับ โดยออกรายงานไปแล้วเมื่อ 2 ต.ค.69 และตอนนี้อยู่ในขั้นตอนพัฒนาตามข้อเสนอแนะ และต่อมาวันที่ 9 ต.ค.69 ได้ออกรายงานตรวจสอบด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนความผิดเฉพาะเจาะจงเฉพาะเจ้าหน้าที่ยังไม่มีการออกรายงาน ซึ่งจะมีการออกรายงานเร็วๆ นี้

 

นางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3กล่าวว่า การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน เนื่องจากไทพีบีเอส ได้รับงบประมาณปีละกว่า 2 พันล้านบาท งบประมาณร้อยละ 50 เป็นการจัดหาและผลิตสื่อ จึงประเมินถึงความคุ้มค่าเพื่อสังคมที่แท้จริง โดยผลการตรวจสอบพบดังนี้

 

1.ผลการทำงานไม่สะท้อนความก้าวหน้าและประสิทธิภาพในการแข่งขัน ผลสัมฤทธิ์บางตัวยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างแท้จริง เคพีไอขององค์กร แต่ตัวชี้วัดบางส่วนบ่งชี้ว่ายังขาดความต่อเนื่อง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแม้จะเป็นผู้บริหารชุดเดิม

 

ขณะที่การบริหารจัดการรายการ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามความมุ่งหวัง เช่น สำนักข่าว สำนักเนื้อหา สาเหตุมาจากขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ด้วยโครงการส่วนใหญ่ดำเนินการเป็นปีต่อปี ถ้าปีไหนไม่ได้ดำเนินการก็ไม่มีการวิเคราะห์หาสาเหตุ และปรับปรุง แต่ใช้การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ซึ่งทางหน่วยงานแจ้งว่ามีการประเมินผู้ชมมาใช้ แต่ไม่ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีความสอดคล้องกับการทำงานของผู้ชม

 

2.ระบบบริหารจัดการรายการยังไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถนำข้อมูลตัวชี้วัดไปดำเนินการว่าเป็นไปตามแผนที่เสนอขออนุมัติไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบว่าการจัดเก็บไฟล์แต่ละสำนักแยกกัน ซึ่งไม่สามารถรองรับรายการที่ออกทางออนไลน์

 

การประเมินคุณภาพรายการยังไม่รัดกุม และยังไม่มีการประเมินเป็นแนวทางที่ชัดเจน รวมถึงผู้ตอบแบบสอบถามว่าไม่รับชมรายการ ไม่มีการสัมภาษณ์ต่อ เพื่อให้เกิดข้อเสนอแนะ สาเหตุของการตรวจพบฝ่ายยุทธศาสตร์ยังไม่มีการรายงานผลที่ถี่ถ้วน จึงมีการเสนอแนะว่าควรมีการบูรณาการทั้งระบบ และยกระดับการเผยแพร่ทั้งโทรทัศน์และออนไลน์ โดยทบทวนทั้งระบบ เพื่อประเมินผู้ที่ไม่รับชมให้มีการพัฒนาเนื้อหาต่อไป

 

นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.2) กล่าวว่า การตรวจสอบข้อปฏิบัติทางกฎหมายในเรื่องการเบิกจ่ายเงิน โดยมีการตั้งการตรวจสอบไว้ 2 ประเด็นดังนี้

1.การจ้างทำรายการข่าวเจาะย่อโลก โดยเฉพาะเจาะจง เป็นไปตามระเบียบหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า มีการจ้างผลิตตั้งแต่ปี 2560 – 2568 กับบริษัทแห่งหนึ่งด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยมุ่งผ่านกระบวนการคัดเลือกของไทยพีบีเอส ว่าด้วยวิธีการคัดสรรผลิตรายการ ที่ใช้เพียงอุปกรณ์ที่ใช้เพียงตัวสนับสนุนการผลิต และไม่มีการประเมินเรตติ้ง ซึ่งอาจขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดซื้อพัสดุของภาครัฐ พ.ศ.2560 ในเรื่องการเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม กรณีการจัดจ้างหน่วยงานเอกชนแบบเฉพาะเจาะจง โดยไม่มีเหตุอันสมควร

 

2.การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญปีงบประมาณ 2566 – 2568 เป็นไปตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพฯ พ.ศ.2561 ข้อ 20 ประกอบข้อ 21 หรือไม่อย่างไร

จากการตรวจสอบพบว่าในปีงบประมาณ 2566 – 2568 มีการใช้จ่ายค่าพิธีกรและแขกรับเชิญ โดยไม่ปรากฏว่ามีระเบียบกฎหมายและข้อบังคับที่ให้อำนาจการเบิกจ่ายไว้ แต่มีเพียงแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในเชิงการบริหาร โดยไม่มีการกำหนดระเบียบเฉพาะในเรื่องของอัตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญอาศัยอนุมัติตามคำสั่งมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว ต่อมามีการบังคับใช้ระเบียบองค์การสาธารณะว่าด้วยการเงิน การบัญชี พ.ศ.2567 จึงทำให้การเบิกจ่ายก่อนหน้าไม่สามารถดำเนินการได้อีก จึงกล่าวได้ว่าการเบิกจ่ายค่าพิธีกร ผู้รวมรายการ และค่าพิธีกร ที่มีการเบิกจ่ายในปีงบประมาณปี 2568 เป็นการใช้จ่ายเงินที่ไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ จึงมีการเสนอให้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

 

นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 กล่าวว่า จากการตรวจสอบการใช้รถของผู้บริหาร เดิมจะมีการตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งพบว่าตั้งแต่ปี 2562 ไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งไทยพีบีเอสก็ทราบว่าการใช้รถส่วนกลางมีระเบียบในการเบิกจ่ายรถประจำตำแหน่ง แต่ในกรณีรถส่วนกลางทางไทยพีบีเอส ไม่มีการออกระเบียบ ซึ่งพบว่ามีผู้บริหารได้ค่าตอบแทนการใช้รถมาใช้รถส่วนกลางด้วย โดยหลักการถ้าผู้บริหารได้ค่ารถประจำตำแหน่งแล้ว จะไม่สามารถมาใช้รถส่วนกลางได้ โดยตอนนี้ทีมตรวจสอบได้มีการสรุปความเห็นเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะนำเสนอต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และแจ้งไทยพีบีเอสภายในอาทิตย์หน้า

  #ไทยพีบีเอส #

แท็ก คำค้นหา