สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทอสมทจำกัด (มหาชน) ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ชง 3 ข้อเรียกร้องเร่งผ่าทางตันวิกฤตองค์กร
วันที่ 15 ก.ย.2569 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทอสมทจำกัด (มหาชน) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี หลังได้รับทราบข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มีแนวทางว่าจะนำอสมทเข้าสู่เแผนฟื้นฟูโดยอาจใช้การควบรวมกับองค์กรสื่อมวลชนอื่นหรือการลดสัดส่วนการถือหุ้นเนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
สหภาพแรงงานอสมทในฐานะตัวแทนพนักงานและลูกจ้างมีข้อกังวลต่อนโยบายดังกล่าวและใคร่ขอโอกาสในการนำเสนอข้อคิดเห็นดังนี้
1. ปัญหาด้านการทำธุรกิจและการขาดสภาพคล่อง
1.1 ภาวะการขาดทุนสะสมต่อเนื่อง
อสมท ได้ผลกระทบโดยตรงจากภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมสื่อ ที่มีการลดการใช้เม็ดเงินโฆษณา และการใช้เงินกว่า 4,000 ล้านบาทในการแข่งขันประมูลช่องทีวีระบบดิจิทัลในอัตราธุรกิจเอกชนขณะที่องค์กรขาดความต่อเนื่องในนโยบายการบริหารธุรกิจเนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดตลอดจนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อสมท
1.2 ปัญหาเงินชดเชยคลื่น 2600
สหภาพแรงงาน อสมท มีจุดยืนคัดค้านเงินชดเชยส่วนแบ่งอัตรา 50 : 50 กับ บจก. เพลย์เวิร์ค ตามที่อดีต กก.ผอ.ใหญ่ อสมท ใช้อำนาจอนุมัติโดยไม่ผ่านมติบอร์ด อสมท ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพฯ ได้ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ สคร. ถึงความไม่เป็นธรรม เนื่องจากสัญญามีลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชนมากกว่ารัฐ และยังไม่พบความเสียหายจากการใช้เงินลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม แต่สหภาพฯ ไม่เคยได้รับโอกาสในการชี้แจงเหตุผลต่อ ป.ป.ช. ที่มีมติปัดตก และต่อมาเมื่อ กสทช. ได้อนุมัติเงินเยียวยาคลื่น 2600 วงเงินกว่า 3,200 ล้านบาท ซึ่งมีการฟ้องร้องไปยังศาลปกครองกลางบริษัทเอกชนได้รับเงินเยียวยาในสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 2 : 1 โดยได้รับเงินกว่า 2,100 ล้านบาท ขณะที่ อสมท ได้รับ 1 ส่วน ประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ก็หมดไปกับการชดใช้หนี้เงินกู้เสริมสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน และการจ่ายชดเชยให้กับพนักงานในโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณอายุการปฏิบัติงาน หรือ MSP จำนวน 2 รอบ เกือบ 400 คน
2. ปัญหาการบริหารงานภายใน
2.1 เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ อสมท ไม่มีกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ต้องให้บอร์ดหรือผู้บริหาร ภายในทำหน้าที่รักษาการแทน เนื่องจากมีปัญหาการฟ้องร้องจากคู่กรณีที่ใช้คุณสมบัติการเป็นรักษาการ กก.ผอ.ใหญ่ มาสมัคร ทำให้องค์กรขาดวิสัยทัศน์และทิศทางการแข่งขันในการประกอบธุรกิจหลักและธุรกิจที่จะสร้างรายได้ใหม่
2.2 กำลังมีความพยายามผลักดันจากฝ่ายการเมืองและบอร์ด อสมท ในแผนการลงทุนทำโครงการที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจ และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ เช่น โครงการปรับปรุงอาคารสถานที่ของ อสมท เพื่อให้บริการในลักษณะรูปแบบธุรกิจ Executive Clubhouse ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนในการดำเนินโครงการค่อนข้างสูงมากโดยมีการสนองตอบจากผู้บริหารระดับสูงบางคนเนื่องจากอยู่ระหว่างที่บอร์ดจะพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายทดแทนผู้เกษียณอายุการปฏิบัติงาน
สหภาพแรงงาน อสมท ขอยืนยันว่า แม้จะประสบปัญหาต่าง ๆ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา อสมท ยังคงตระหนักในพันธกิจและทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ทั้งการสนองงานต่อสถาบัน เช่น เป็นแม่ข่ายข่าวในพระราชสานักแก่ช่องทีวีดิจิทัล การถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีต่าง ๆ การให้บริการด้านสื่อสารมวลชนในการประชุมนานาชาติที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในฐานะ Host Broadcast เช่น เอเปค อาเซียนซัมมิท รวมถึงเป็นตัวแทนสื่อมวลชนไทย ในระดับสากล ในองค์กรแรงงานสื่อระดับโลก UNI GLOBAL เป็นต้น
จากเหตุผลดังกล่าว สหภาพแรงงาน อสมท ใคร่ขอความกรุณาจากท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เร่งแก้ปัญหาต่างๆให้กับอสมทดังนี้
1. การคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งบอร์ด อสมท ขอให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในเชิงธุรกิจ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันยุคสมัย เพื่อคัดกรองโครงการการลงทุนของ อสมท ที่ตอบโจทย์ธุรกิจและผู้มีความชำนาญด้านกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อเสียเปรียบของรัฐต่อเอกชนดังที่ผ่านมา
2. ขอให้นายกรัฐมนตรี หาแนวทางผ่าทางตัน แก้ปัญหาการคัดสรรตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ซึ่งมีความสำคัญในการนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อขวัญกำลังใจของพนักงาน ลูกจ้าง ที่มีภาระรับผิดชอบปากท้องของครอบครัว ให้ไม่ต้องตกงาน
3. ขอให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งผู้บริหาร อสมท ปลอดจากใบสั่ง หรือการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน รวมทั้งขอคำมั่นให้ อสมท สามารถทำหน้าที่องค์กรสื่อหลักของประเทศไทยได้อย่างมีคุณภาพ และได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง
4. การบริหารสินทรัพย์ของ อสมท ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาติ เช่น โครงการที่ดิน 50 ไร่ ถือเป็นเรือธงต่อความอยู่รอดของ อสมท ทั้งนี้ในกรณีหากปรากฎว่า ผลตอบแทนการลงทุน หากไม่คุ้มค่าต่อราคาประเมิณที่ดินในปัจจุบันที่มีมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท สหภาพแรงงานใคร่ขอเสนอทางเลือกต่อรัฐบาล โดยการนำที่ดิน 50 ไร่ สร้างเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ เพื่อรองรับการจัดการประชุม และกิจกรรมต่าง ๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมสร้างสรรค์ และเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของประเทศไทยบนถนนพระราม 9 เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ที่มีล้วนเป็นของภาคเอกชน และมีความต้องการใช้สถานที่อย่างต่อเนื่องจนต้องจองคิวล่วงหน้า อีกทั้งที่ดิน 50 ไร่ยังมีความสะดวกในการเดินทางโดยรถไฟฟ้าถึง 2 สาย อีกด้วย