เวทีอบรมนักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21 เปิดมุมมองการทำข่าวในยุค AI ชี้ เทคโนโลยีสามารถช่วยค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ และผลิตเนื้อหาได้รวดเร็วขึ้น หน้าที่ของนักข่าวไม่ได้มีเพียงการรายงานข่าว แต่ต้องทำหน้าที่คัดกรอง ตรวจสอบ และอธิบายข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจอย่างรอบด้าน พร้อมเตือน ระบบอัลกอริทึมอาจทำให้ประเด็นสำคัญถูกกลบด้วยกระแสข่าว
โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “จริยธรรมและจรรยาบรรณสื่อในโลก AI” ให้กับนิสิตนักศึกษาจำนวน 80 คน จาก 22 สถาบันทั่วประเทศ โดยมี คุณชัยรัตน์ ถมยา ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย อาจารย์บรรยงค์ สุวรรณผ่อง กรรมการจริยธรรมวิชาชีพ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ คุณระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับบทบาทสื่อมวลชนในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อ.บรรยงค์ เน้นย้ำว่า แม้เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในกระบวนการผลิตข่าวสาร แต่หัวใจสำคัญของวิชาชีพสื่อยังคงอยู่ที่จริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยผู้ประกอบวิชาชีพสื่อต้องยึดถือความรับผิดชอบ 3 ระดับ ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อสังคม
สำหรับ ความรับผิดชอบต่อตนเอง (Individual Responsibility) ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของวิชาชีพสื่อ เพราะจริยธรรมเริ่มต้นจากตัวบุคคล ผู้สื่อข่าวต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์ส่วนตนหรือผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาครอบงำการทำงาน มีความยับยั้งชั่งใจในการนำเสนอข่าว และไม่เผยแพร่ข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบ แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันหรือกระแสสังคม
นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานสื่อต้องไม่ปล่อยให้ AI เข้ามาตัดสินใจแทนมนุษย์ในประเด็นด้านจริยธรรม แต่ควรใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน พร้อมพัฒนาความรู้และทักษะให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมอยู่เสมอ
ขณะที่ ความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ (Professional Responsibility) คือการรักษามาตรฐานวิชาชีพ ด้วยการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน เป็นธรรม และสมดุล เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจกระทบต่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของสื่อ
ส่วน ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำหน้าที่สื่อมวลชน โดยต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐและทุน เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ เป็นกระบอกเสียงของประชาชน และช่วยสร้างความเข้าใจในสังคม มากกว่าการมุ่งนำเสนอข่าวที่กระตุ้นความขัดแย้งหรือสร้างความเกลียดชัง
ภายในเวทีเสวนายังมีการหยิบยกประเด็น Accountability หรือ “ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ก้าวไปไกลกว่าคำว่า Responsibility หรือการทำหน้าที่ให้ถูกต้อง โดยสื่อมวลชนต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอข่าว หากข้อมูลที่เผยแพร่สร้างความเสียหาย ความเข้าใจผิด หรือส่งผลกระทบต่อบุคคลและสังคม ผู้ประกอบวิชาชีพต้องพร้อมชี้แจง แก้ไข ขอโทษ และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น
ในยุค AI บทบาทการเป็น “กระบอกเสียงของประชาชน” กำลังเผชิญความท้าทาย เนื่องจากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ มักให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ได้รับความนิยมสูง ขณะที่ประเด็นสาธารณะหรือเสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยอาจถูกลดทอนความสำคัญลง สื่อจึงมีหน้าที่ดึงประเด็นที่สำคัญต่อสังคมกลับเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ และไม่ปล่อยให้กระแสข่าวดราม่าหรือความขัดแย้งเข้ามาครอบงำการทำงานข่าว
นอกจากนี้ สื่อยังต้องทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน รู้เท่าทันข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน และอคติจากระบบ AI รวมถึงลดช่องว่างการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
ด้านคุณระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ชี้ให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการสื่อสารมวลชนครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โดยปัจจุบันสิ่งที่ประชาชนทั่วไปใช้งานผ่าน ChatGPT, Gemini หรือแพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของศักยภาพ AI ทั้งหมดที่มีอยู่บนโลก
ขณะประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ AI ผ่านการสนทนาและค้นหาข้อมูลมากที่สุดในโลก จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและสถาบันรอยเตอร์ แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยก็มีแนวโน้มเชื่อข้อมูลจาก AI สูงเช่นกัน ทั้งที่ AI ไม่ใช่แหล่งข้อมูลต้นทาง และอาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดได้
สำหรับงานข่าว AI สามารถช่วยค้นคว้าข้อมูล สรุปเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และช่วยผลิตคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ คือ “แหล่งข่าวต้นทาง” (Original Source) และ “ความสัมพันธ์ของมนุษย์” (Human Connection) ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการทำข่าว
พร้อมย้ำว่านักข่าวไม่ควรใช้ AI เป็นแหล่งอ้างอิงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งข่าวจริงเสมอ เพราะข้อเท็จจริงกับข้อมูลไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ข้อมูลที่ AI รวบรวมมาอาจเป็นเพียงเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
อีกประเด็นสำคัญคือการใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอประกอบข่าว ซึ่งมีความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์ หากผู้ใช้งานไม่ระมัดระวัง AI อาจดึงองค์ประกอบจากผลงานที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นสื่อมวลชนต้องระบุเงื่อนไขการใช้งานให้ชัดเจน และตรวจสอบที่มาของเนื้อหาก่อนนำไปเผยแพร่
นอกจากนี้ AI ยังส่งผลต่อระบบการนำเสนอข่าวบนโลกออนไลน์อย่างมาก จากเดิมที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์โดยตรง ปัจจุบันระบบ AI Overview ของแพลตฟอร์มค้นหาต่าง ๆ สามารถสรุปคำตอบให้ผู้ใช้ได้ทันที จึงแสดงความกังวล พร้อมย้ำว่านักข่าวยุคใหม่ต้องใช้ AI เป็น แต่ห้ามเชื่อทั้งหมด
จึงแนะนำว่า นักข่าวยุคใหม่ต้องมีทักษะด้าน Data Analytics และ Critical Thinking มากขึ้น รู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน แต่ไม่พึ่งพาจนขาดการตรวจสอบ เพราะในยุคที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้นทุกวัน คุณค่าที่แท้จริงของนักข่าวไม่ใช่การหาข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และอธิบายข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจได้อย่างถูกต้องและรอบด้าน
ทั้งนี้ แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่คุณค่าพื้นฐานของวิชาชีพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความเป็นธรรม และการยืนหยัดเพื่อประโยชน์สาธารณะ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชนในทุกยุคสมัย