สภาองค์กรผู้บริโภคจับมือวุฒิสภา ผลักดันกฎหมายคืนความเป็นธรรมถูกหลอกโอนเงิน

“ก็คุณโอนเอง คุณก็ต้องรับผิดชอบเอง” เรื่องนี้เกิดขึ้นเวลาเราถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน และระบบของบ้านเรามักจะบอกแบบนี้เสมอ

วันที่ 23 เมษายน 2569 ประธานสภาองค์กรผู้บริโภค เดินหน้าจับมือ คณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา ร่วมกันผลักดัน 3 กฎหมายสำคัญ ได้แก่ พ.ร.ก. ไซเบอร์ฉบับ 3, พ.ร.ก. การคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย ที่คาดว่าจะเข้า ครม. ภายในเร็ว ๆ นี้ และร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Act) ที่ขณะนี้ยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน พร้อมศึกษาโมเดลกฎหมาย OCHA จากสิงคโปร์เป็นมาตรการเสริมความร่วมมือคือพลัง ในการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค การผลักดันการคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องนี้ไม่ใช่การทำลายใคร แต่เป็นการทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนเข้าถึงระบบดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย เพราะการหลอกลวงที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจไม่ได้เกิดกับตัวเรา แต่ก็อาจเกิดกับคนที่เรารักได้เช่นกัน

 

พร้อมระบุว่า ทั้งที่จริงแล้วการตัดสินใจโอนของเราเกิดจากการถูกหลอกผ่านโซเชียลมีเดียและผู้ให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งแพลตฟอร์มใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก หรือ ไลน์ก็มักอ้างว่าบริษัทในไทยเป็นเพียงบริษัทผู้ให้บริการ ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจ ทำให้ผู้บริโภคแทบไม่มีทางระบุตัวตนมิจฉาชีพหรือเพจปลอมได้เลย เมื่อเกิดความเสียหาย การดำเนินการทางกฎหมายก็เป็นไปได้ยาก

 

โดยยกต้นแบบในอังกฤษ องค์กรผู้บริโภคชื่อวิช (Which?) ได้ยื่นรายงาน หรือ Super Complaint ต่อหน่วยงานกำกับดูแล ชี้ว่าการถูกหลอกให้โอนเงิน เป็นความล้มเหลวของระบบตลาด ไม่ใช่ความผิดผู้บริโภคฝ่ายเดียว เพราะระบบเดิมไม่คุ้มครองผู้บริโภค และธนาคารไม่มีแรงจูงใจเพียงพอในการป้องกัน ผลหลังจากนั้นคือเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ด้าน ธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบ ต้องคืนเงินผู้เสียหาย ภายใน 5 วันทำการ และต้องมีหน้าที่เชิงรุกในการป้องกัน ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับเป็นการบังคับทุกสถาบันการเงินแล้ว

 

ส่วนที่สิงคโปร์ มีกฎหมาย OCHA (Online Criminal Harms Act) บังคับให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อการหลอกลวงและสามารถปรับได้ครั้งละหลายล้านบาท ผลคือการหลอกลวงที่มีต้นตอจากแพลตฟอร์มออนไลน์ในสิงคโปร์ลดลงอย่างมาก

แท็ก คำค้นหา