สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย - Thai Broadcast Journalists Association

You are here: Home ข่าวความเคลื่อนไหวสื่อ ข่าวสื่อ ปี 2551 การบ้านเจ้ากระทรวงไอซีทีคนใหม่

การบ้านเจ้ากระทรวงไอซีทีคนใหม่

อีเมล พิมพ์ PDF
 

แม้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะเป็นกระทรวงเล็กๆ ปีงบประมาณ 2552 ได้งบฯแค่ 3,962.8 ล้านบาท มีข้าราชการในสังกัดราวๆ 2,000 คน แต่มีภารกิจหนักในการกำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาไอซีทีของประเทศ ทิศทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยมูลค่ากว่าแสนล้านบาทจะรุ่งหรือจะร่วง ขึ้นอยู่กับนโยบายและผลงานของกระทรวงไอซีที

แต่ในเวลานี้ แผนแม่บทเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 พ.ศ.2552-2556 ยังเป็นแค่ "ร่าง" ที่นอนรอ ครม.ให้ความเห็นชอบ ทั้งๆ ที่แผนแม่บทฉบับที่ 1 สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ปี 2549

แม้แต่กฎหมายหลักที่จะเข้ามากำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคม วิทยุกระจายเสียง กับร่าง พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ... (กสช.) ก็ยังไม่เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ทั้งๆ ที่มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพียง 1 องค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

จึงจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายเฉพาะ ยิ่งช้าก็ยิ่งเกิดภาวะสุญญากาศขาดองค์กรควบคุมดูแลสื่อใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ทีวีหรือวิทยุผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ก็ยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมดูแลได้ทั่วถึงทั้งหมด

ที่สำคัญ กทช.เองก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพการทำงานด้วย ทั้งในเรื่องการกำกับดูแล การบริหารทรัพย์สิน การตรวจสอบการดำเนินงานร่าง พ.ร.บ.นี้ที่ผ่านมามีการยกร่างออกมาหลายเวอร์ชั่น ทั้งในชื่อของร่าง พ.ร.บ. กสทช. สมัย รมว."สิทธิชัย โภไคยอุดม" ที่ปรับปรุงจากร่างที่คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ครม.แล้ว แต่ สนช.พิจารณาไม่ทันจึงตกไป

ถัดมาในสมัย "มั่น พัธโนทัย" ได้ยกร่างฉบับเก่าของกระทรวงไอซีที ซึ่งดึงอำนาจการตั้งและการกำกับดูแลนโยบายของคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ให้มาอยู่กับกระทรวงแทนรัฐสภา โดยเรียกร่างฉบับนี้ว่า "ร่าง พ.ร.บ. กสช." แต่เมื่อจะดันเข้ารัฐสภาก็เกิดเสียงคัดค้านมากมาย ในที่สุดต้องมีการแก้ไขให้อำนาจวุฒิสภาดูแลกระบวนการสรรหา และถอดถอน กสช.

นอกจากนี้ยังเปิดกว้างในผู้มีความรู้หรือเคยทำงานในวงการโทรคมนาคม และวิทยุโทรทัศน์สมัครได้ แต่ห้ามกลับไปทำงานในวงการหลังพ้นตำแหน่งแทน รวมถึงเปิดกว้างให้จัดสรรคลื่นความถี่ภาคประชาชน 20%

ใกล้คลอดเต็มที แต่ที่สุดก็มาถึง มือ รมว.ไอซีทีคนใหม่ "ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี"

รวมถึงการปรับปรุง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ให้บังคับใช้ได้จริง โดยไม่สร้างภาระให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก และมีกระบวนการจับกุม นำคนผิดมาดำเนินคดีที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ หรือเกิดการโยนกลองกันระหว่างหน่วยงาน นอกจากปัญหาการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ไปยังประชาชน

โดยผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ประชาชนเพียง 29.8% เท่านั้น ที่รู้ว่ามีกฎหมายฉบับนี้ออกมา

เท่ากับมีประชาชนอีกเกินครึ่งไม่รู้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตแบบใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

การเดินหน้าลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารของประชาชน การพัฒนาโครงข่ายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่เว้นแม้แต่การรับบทกาวใจช่วยลดความขัดแย้งของหน่วยงานในสังกัด "ทีโอที-กสทฯ" รวมถึงการคัดเลือกบอร์ดที่มีคุณภาพ มีฝีมือเข้าไปช่วยทำงาน

นั่นแค่บางส่วนในภารกิจในหน้าที่ของเจ้ากระทรวงไอซีที (คนใหม่) และคนแรกที่เป็นผู้หญิง

"ไม่มีประสบการณ์ไม่น่ากลัว ไม่เก่งไม่น่ากลัว ขอแค่ฟังคนอื่น และรู้จักดึงคนเก่งๆ มาช่วยทำงาน"

"รมต.ทุกท่านรู้ว่าเวลาน้อย ขึ้นมาต้องรีบทำผลงานเพื่อที่จะไปเลือกตั้งกันใหม่"

2 ประโยคปิดท้ายข้างบน เป็นคำกล่าวของ "เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์" ที่พูดถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1

เห็น รมต.ใหม่เอาจริงเอาจังกับการดูฤกษ์งามยามดี และฮวงจุ้ยก่อนเริ่มทำงานแล้ว กับการทำงานก็คงไม่ต่างกัน (?)

แม้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะเป็นกระทรวงเล็กๆ ปีงบประมาณ 2552 ได้งบฯแค่ 3,962.8 ล้านบาท มีข้าราชการในสังกัดราวๆ 2,000 คน แต่มีภารกิจหนักในการกำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาไอซีทีของประเทศ ทิศทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยมูลค่ากว่าแสนล้านบาทจะรุ่งหรือจะร่วง ขึ้นอยู่กับนโยบายและผลงานของกระทรวงไอซีที

แต่ในเวลานี้ แผนแม่บทเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 พ.ศ.2552-2556 ยังเป็นแค่ "ร่าง" ที่นอนรอ ครม.ให้ความเห็นชอบ ทั้งๆ ที่แผนแม่บทฉบับที่ 1 สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ปี 2549

แม้แต่กฎหมายหลักที่จะเข้ามากำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคม วิทยุกระจายเสียง กับร่าง พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ... (กสช.) ก็ยังไม่เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ทั้งๆ ที่มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพียง 1 องค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

จึงจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายเฉพาะ ยิ่งช้าก็ยิ่งเกิดภาวะสุญญากาศขาดองค์กรควบคุมดูแลสื่อใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ทีวีหรือวิทยุผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ก็ยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมดูแลได้ทั่วถึงทั้งหมด

ที่สำคัญ กทช.เองก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพการทำงานด้วย ทั้งในเรื่องการกำกับดูแล การบริหารทรัพย์สิน การตรวจสอบการดำเนินงานร่าง พ.ร.บ.นี้ที่ผ่านมามีการยกร่างออกมาหลายเวอร์ชั่น ทั้งในชื่อของร่าง พ.ร.บ. กสทช. สมัย รมว."สิทธิชัย โภไคยอุดม" ที่ปรับปรุงจากร่างที่คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ครม.แล้ว แต่ สนช.พิจารณาไม่ทันจึงตกไป

ถัดมาในสมัย "มั่น พัธโนทัย" ได้ยกร่างฉบับเก่าของกระทรวงไอซีที ซึ่งดึงอำนาจการตั้งและการกำกับดูแลนโยบายของคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ให้มาอยู่กับกระทรวงแทนรัฐสภา โดยเรียกร่างฉบับนี้ว่า "ร่าง พ.ร.บ. กสช." แต่เมื่อจะดันเข้ารัฐสภาก็เกิดเสียงคัดค้านมากมาย ในที่สุดต้องมีการแก้ไขให้อำนาจวุฒิสภาดูแลกระบวนการสรรหา และถอดถอน กสช.

นอกจากนี้ยังเปิดกว้างในผู้มีความรู้หรือเคยทำงานในวงการโทรคมนาคม และวิทยุโทรทัศน์สมัครได้ แต่ห้ามกลับไปทำงานในวงการหลังพ้นตำแหน่งแทน รวมถึงเปิดกว้างให้จัดสรรคลื่นความถี่ภาคประชาชน 20%

ใกล้คลอดเต็มที แต่ที่สุดก็มาถึง มือ รมว.ไอซีทีคนใหม่ "ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี"

รวมถึงการปรับปรุง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ให้บังคับใช้ได้จริง โดยไม่สร้างภาระให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก และมีกระบวนการจับกุม นำคนผิดมาดำเนินคดีที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ หรือเกิดการโยนกลองกันระหว่างหน่วยงาน นอกจากปัญหาการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ไปยังประชาชน

โดยผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ประชาชนเพียง 29.8% เท่านั้น ที่รู้ว่ามีกฎหมายฉบับนี้ออกมา

เท่ากับมีประชาชนอีกเกินครึ่งไม่รู้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตแบบใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

การเดินหน้าลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารของประชาชน การพัฒนาโครงข่ายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่เว้นแม้แต่การรับบทกาวใจช่วยลดความขัดแย้งของหน่วยงานในสังกัด "ทีโอที-กสทฯ" รวมถึงการคัดเลือกบอร์ดที่มีคุณภาพ มีฝีมือเข้าไปช่วยทำงาน

นั่นแค่บางส่วนในภารกิจในหน้าที่ของเจ้ากระทรวงไอซีที (คนใหม่) และคนแรกที่เป็นผู้หญิง

"ไม่มีประสบการณ์ไม่น่ากลัว ไม่เก่งไม่น่ากลัว ขอแค่ฟังคนอื่น และรู้จักดึงคนเก่งๆ มาช่วยทำงาน"

"รมต.ทุกท่านรู้ว่าเวลาน้อย ขึ้นมาต้องรีบทำผลงานเพื่อที่จะไปเลือกตั้งกันใหม่"

2 ประโยคปิดท้ายข้างบน เป็นคำกล่าวของ "เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์" ที่พูดถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1

เห็น รมต.ใหม่เอาจริงเอาจังกับการดูฤกษ์งามยามดี และฮวงจุ้ยก่อนเริ่มทำงานแล้ว กับการทำงานก็คงไม่ต่างกัน (?)


ที่มา หนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551 หน้า 20

 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา